เด็ก

นิทานชาดก : ปูทองผู้ฉลาด

ภาพประกอบโดย vecteezy.com

ปูทองอัจฉริยะ

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้สวดอ้อนวอนขอพระอานนท์เถระเพื่อถวาย มีเรื่องเล่าในอดีตว่า…

กาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้าน มีอาชีพเกษตรกรรม วันหนึ่งเขาไปไร่กับทาสเพื่อส่งคนมาทำงาน แล้วไปล้างหน้าที่สระน้ำท้ายทุ่งที่ปูอาศัยอยู่ เหลืองดั่งทอง เมื่อมาถึงป่าพรุเขาแปรงฟัน ก่อนลงไปล้างหน้า ขณะนั้นปูทองอยู่ใกล้เขา เห็นแล้วรักเลยเอาห่มผ้า พอกลับถึงไร่ก็หย่อนลงไปในน้ำ

วันรุ่งขึ้นเมื่อเขาไปถึงฟาร์มเขาจะไปที่บึงปูแล้วนอนห่มผ้าก่อน และไปทำนาทั้งวัน ตอนเย็นให้ปูลงน้ำกลับบ้านแบบนี้เป็นประจำ เขาและปูทองคำมีชื่อเสียง นัยน์ตาของพราหมณ์มีลักษณะประหลาด คือ ตามีสามชั้นอย่างชัดเจน ที่ปลายนา อีกาคู่หนึ่งอาศัยอยู่บนต้นปาล์ม นางกาเกิดมาพร้อมอาการแพ้ท้องและต้องการพบพราหมณ์เจ้าของฟาร์ม “ถ้าฉันไม่กิน ฉันตายแน่” สามีตอบอย่างเฉื่อยชา “บ้าหรือไง ใครกล้ามองตาชาวนา อย่าหวังมากไปพี่ชาย”

นางกาจึงแนะนำกลอุบายว่า “น้องชายที่อยู่ใต้ต้นอินทผลัมนี้เป็นงูเห่า หากเราใช้งูเห่ากัดตายแล้วเจาะตา ความหวังของฉันได้รับการเติมเต็ม” อีกาตกลง ราชินีทั้งสองเริ่มถวายอาหารให้งูเห่าเป็นประจำ

เมื่อนาข้าวในนาเริ่มตั้งครรภ์ ปูทองก็โตเต็มที่ในเช้าวันหนึ่ง พระพรหมก็ออกไปดูทุ่งเช่นเคย เขาไปที่ป่าพรุจับปูมาปูไว้บนผ้าห่ม กำลังจะเดินข้ามทุ่งไปดูนาข้าว แต่ถูกงูเห่ากัดที่ลูกวัวแล้วล้มลงที่นั่น งูเห่ากัดและคลานเข้าไปในกองปลวก เมื่อเขาล้มลง ปูทองก็กระโดดไปที่หน้าอกของเขา อีกาก็บินไปจับเขาเช่นกัน เมื่อกี้อีกากำลังจะจ้องตาเขา ปูทองคำจับคออีกาแน่นด้วยกรงเล็บและขู่ว่า “อีกาชั่วร้าย เรียกงูเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นคอของคุณจะถูกตัดหัว”

อีกากลัวตายจึงเรียกงูนั้นว่า “นี่งูจงอาง เพื่อนรัก กลับมาเถอะ ฉันสำลัก กลับมาช่วยฉันด้วย” เมื่องูเห่าได้ยินเสียงเรียก เขาก็ถอยไปทางด้านข้างแล้วหันไปจับปู ปูเลยใช้ถ้วยอีกใบมาหนีบคองู งูเห่าขยับไม่ได้ เลยถามปู่ทองว่า “ปอน ตาปอน ไปกันเถอะ จับคอเราทำไม”

Datuk กล่าวดังนั้น “นกแร้ง ผู้ชายคนนี้เป็นที่ลี้ภัยของฉัน ถ้าเขาตาย ฉันก็จะตายด้วย เพราะไม่มีผู้พิทักษ์ที่พระองค์ทรงนำเขาไปสู่ความตาย คุณต้องตาย “

งูได้ยินแล้วคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมปู จึงพูดว่า: “นุ่น เกตุ ฉันจะชุบพิษให้ฟื้น ปล่อยข้าไปก่อนที่พิษร้ายจะฆ่าเขา”

ปูจับงูแล้วพูดว่า “งูสดใส ฉันจะปล่อยคุณไป เมื่อเขาเห็นชายคนนี้ลุกขึ้นก่อนที่ฉันจะปล่อยกา”

จากนั้นคลายกรงเล็บเพื่อให้งูคลานไปข้างหลังเพื่อสูดดมพิษ เมื่อพราหมณ์ลุกขึ้นยืนเหมือนเช่นเคย ปูคิดว่าหากปล่อยสัตว์ทั้งสองนี้ออกจะกลับไปโจมตีพราหมณ์เจ้าของไร่อีก จึงใช้กรงเล็บปักคอทั้งสองของสัตว์นั้นตายทันที นางอีกาบนต้นปาล์มได้เห็นการพลิกกลับดังกล่าว แล้วบินไปที่อื่น

พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของทุ่งได้โยนซากกาและงูเข้าไปในป่า ตั้งแต่วันนั้นพราหมณ์และพุฒิก็คุ้นเคยกันมากขึ้น ได้โปรดช่วยเหลือจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

สิ่งนี้สอนว่า

อย่าคิดทำร้ายผู้อื่น เพราะคุณจะต้องทนทุกข์ในภายหลัง มนุษย์และสัตว์ต่างพึ่งพาอาศัยกัน อย่าคิดทำลายสัตว์และธรรมชาติ


ข้อมูลมากกว่านี้

นิทานชาดก : ปูทองผู้ฉลาด

ภาพประกอบโดย vecteezy.com
ปูทองอัจฉริยะ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวันในเมืองสาวัตถี ทรงสวดมนต์ถวายพระอานนท์เถระเพื่อถวายพระองค์ กล่าวในนิทานมาสะทอกในอดีตว่า…
กาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้าน มีอาชีพเกษตรกรรม วันหนึ่งเขาไปทุ่งพร้อมกับคนใช้เพื่อบอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วไปล้างหน้าในสระน้ำท้ายนาที่ปูอาศัยอยู่ เหลืองดั่งทอง เมื่อไปถึงหนองบึงก็แปรงฟัน ก่อนจะลงไปล้างหน้า ในขณะนั้นปูทองก็อยู่ใกล้เขา เห็นแล้วชอบใจ จึงหยิบขึ้นมาห่มผ้า พอกลับมาทำนาก็ปล่อยลงน้ำ
วันรุ่งขึ้นเมื่อไปถึงทุ่งนา เขาจะไปที่หนองน้ำ ปูปูแล้วนอนห่มผ้าก่อน แล้วไปทำนาทั้งวัน ตอนเย็นให้ปูลงน้ำแล้วกลับบ้านแบบนี้เป็นประจำ เขาและปูทองคำรู้จักกันเป็นอย่างดี นัยน์ตาของพราหมณ์มีลักษณะแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง คือ ตาเป็นวงกลมสามชั้นที่ชัดเจน ในตอนท้ายของทุ่งนาคู่สามีภรรยาอีกาอาศัยอยู่บนต้นปาล์ม นางกาเกิดมาพร้อมอาการแพ้ท้องและอยากกินสายตาพราหมณ์เจ้าของทุ่ง “ถ้าฉันไม่กิน ฉันคงตายแน่ๆ” สามีตอบอย่างเกียจคร้าน “คุณบ้าหรือเปล่า? ใครจะกล้าเข้าตาชาวนา? อย่าหวังเลยพี่”
นางกาจึงเสนอกลอุบายอย่างหนึ่งว่า “พี่ใต้ต้นอินทผลัมนี้เป็นงูเห่า หากเราใช้งูเห่ากัดเขาตายแล้วเจาะตาเขา ความหวังของฉันเป็นจริงแล้ว” อีกาตกลง นับแต่วันนั้น นางพญาทั้งสองเริ่มถวายงูเห่าโดยนำอาหารมาเป็นประจำ
เมื่อข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ปูทองก็โตเต็มที่ในเช้าวันหนึ่ง พราหมณ์ก็ออกมาดูทุ่งนาตามปกติ เขาไปที่ป่าพรุ คว้าปูมาวางบนผ้าห่ม กำลังจะเดินขึ้นคันนาไปดูข้าวแต่ถูกงูเห่ากัดที่ลูกโคแล้วล้มลงตรงนั้น งูเห่ากัดเข้าแล้วเลื้อยเข้าไปในกองปลวก เมื่อเขาล้มลง ปูทองคำก็กระโดดขึ้นไปเกาะบนหน้าอกของเขา อีกาตัวผู้บินมาจับตัวเขาเช่นกัน ขณะที่อีกากำลังจะจิกตาของเขา ปูทองคำจับคออีกาแน่นด้วยกรงเล็บ และขู่ว่า “อีกาผู้ชั่วร้าย จงอัญเชิญงูเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้น คอของท่านจะถูกตัด”
อีกากลัวตายจึงเรียกงูนั้นว่า “เฮ้ งูเห่าเพื่อนรัก กลับมาก่อน ฉันถูกบีบคอ กลับมาช่วยก่อน” เมื่องูเห่าได้ยินเรียกก็ถอยกลับไปปิดด้านข้างแล้วหันไปจับปู ปูจึงใช้คัปป้าอีกตัวหนีบคองู งูเห่าขยับไม่ได้ เลยถามปูทองว่า “ปอน ตาปอน ไปกันเถอะ จับคอเราสองคนไว้ทำไม”
ปู่ทองตอบว่า “งูร้าย ผู้ชายคนนี้เป็นที่ลี้ภัยของฉัน ถ้าเขาตายฉันก็จะตายด้วย เพราะไม่มีผู้พิทักษ์ที่พระองค์ทรงนำเขาไปสู่ความตาย เจ้าต้องตาย”
งูฟังแล้วคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมปูจึงกล่าวว่า “ปูนูน ฉันจะดูดพิษกลับคืนชีพ คุณปล่อยฉันก่อน ก่อนที่พิษร้ายแรงจะฆ่าเขา”
ปูจับอุบายของงูแล้วพูดว่า “งูร้าย ข้าจะปล่อยเจ้า เมื่อเขาเห็นชายคนนี้ลุกขึ้นก่อนฉันจะปล่อยกา”
จากนั้นคลายกรงเล็บเพื่อให้งูเลื้อยกลับไปดูดพิษ เมื่อพราหมณ์ลุกขึ้นยืนตามปกติแล้ว ปูคิดว่าถ้าปล่อยสัตว์ทั้งสองนี้ไป จะกลับมาโจมตีพราหมณ์เจ้าของทุ่งอีกครั้ง ดังนั้นใช้กรงเล็บปักคอของสัตว์ทั้งสองตายทันที นางกาจับบนต้นปาล์มเห็นเหตุการณ์ที่พลิกกลับเช่นนี้ และบินหนีไปที่อื่น
พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของทุ่งได้โยนศพอีกาและงูเข้าป่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พราหมณ์และปูทองก็สนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม ช่วยเหลือกันจนสิ้นชีวิต
เรื่องนี้สอนว่า
อย่าคิดทำร้ายผู้อื่น เพราะจะทุกข์ภายหลัง คนและสัตว์ต่างพึ่งพาอาศัยกัน อย่าแม้แต่จะคิดทำลายสัตว์และธรรมชาติ

#นทานชาดก #ปทองผฉลาด


#นทานชาดก #ปทองผฉลาด

Cẩm Nang Tiếng Anh

Cẩm Nang Tiếng Anh

CNTA - แบ่งปันคู่มือการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่มีประสิทธิภาพ

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button